หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564

งานวิจัยในขั้นเรียน 1/2563



ชื่อเรื่อง               การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี โดยผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้
ผู้วิจัย                    นายฐาปนา   เจริญพร
สถานศึกษา          วิทยาลัยการอาชีพศีขรภูมิ
ปีพ.ศ.                     1/2563

บทคัดย่อ

          การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อเปรียบเทียบผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี โดยผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้และเพื่อประเมินผลความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 สาขาวิชาช่างเทคนิคการผลิต รายวิชาโปรแกรมซีเอ็นซี  โดยผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง 1 กลุ่ม จำนวน 21 คนในภาคเรียนที่ 1/2563 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ โดยใช้ t-test (Independent Samples)

          ผลการวิจัย  พบว่า ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี โดยผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน เท่ากับ 13.81 ส่วนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 20.19 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสิ้นสุดลง พบว่า คะแนนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อ วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี โดยผู้เรียนใช้กระบวน การวิจัยในการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเป็นรายขั้นทั้ง 6 ขั้น พบว่า ขั้นการประเมินผล อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ค่าเฉลี่ย = 3.73และมีความคิดเห็นเป็นรายข้อ อยู่ในระดับมากที่สุด คือ นักเรียนชอบที่ได้สืบค้นข้อมูลและค้นหาด้วยตนเอง  มีความคิดเห็นเป็นรายข้อ อยู่ในระดับน้อยที่สุด คือ นักเรียนเลือกแนวทางการเสนอข้อมูลได้

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

          การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนและสังคม ให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้และสังคมแห่งการเรียนรู้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2542) กล่าวคือมีความรู้ความสามารถเต็มตามศักยภาพ เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข จึงทำให้สถาบันการศึกษาและครูผู้สอนในทุกระดับต่างตื่นตัวขานรับกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา ทำให้ครูต้องเปลี่ยนบทบาทในการจัดการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงบทบาทจากการที่เป็นผู้ชี้ให้จำ เปลี่ยนเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ช่วยเหลือ ส่งเสริม และสนับสนุนให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้จากสื่อหรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียนเพื่อนำ ไปสร้างสรรค์ความรู้ของตน การจัดการเรียนการสอนจะต้องพัฒนาความคิดของผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ รูปแบบการเรียนการสอนจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนจากการมุ่งให้จำไปสู่การที่ผู้เรียนได้คิดและแสวงหาความรู้มากขึ้น  นงลักษณ์ วิรัชชัย (2546) ได้กล่าวถึงการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษากับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบันไว้ว่า เป็นสังคมการเรียนรู้ ทำให้หลายสาขาวิชามีการจัดการเรียนรู้แบบใช้วิจัยเป็นฐาน (Research based Learning) เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการสืบสอบค้นคว้าด้วยกระบวนการวิจัย ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนนับแต่นี้ไปผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้สอนและผู้เรียน ต้องปรับบทบาทตนเองให้เป็นผู้ที่ต้องใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนการสอนมากขึ้น การจัดการเรียนรู้แบบใช้การวิจัยเป็นฐาน ใช้วิธีการเรียนการสอนแบบสืบสอบ (Inquiry-based) ที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดความสงสัย ทำการสืบสอบ ทดลอง ค้นพบคำตอบด้วยตนเอง กระบวนการเหล่านี้ทำให้ผู้เรียนมีความใฝ่รู้ สามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ การเรียนการสอนต้องให้ผู้เรียนเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning) โดยใช้ข้อสงสัยหรือปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความต้องการ ที่จะค้นคว้าหาข้อมูลมาช่วยแก้ปัญหานอกจากการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลักแล้ว ผู้เรียนต้องเรียนรู้โดยใช้ตนเองเป็นหลักเพียงคนเดียวหรือเรียนรู้ร่วมกันกับเพื่อนในกลุ่มย่อย จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในปัจจุบันได้นำเอากระบวนการในการวิจัยมาใช้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ซึ่งเรียกว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานหรือการเรียนการสอนแบบเน้นการวิจัย ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของ

            การสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน (Research Based Learning : RBL)เป็นการได้มาซึ่งความรู้ที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในแต่ละสาขาและกระบวนการวิจัยยังทำให้ผู้วิจัยมีการวางแผนเตรียมการและดำเนินการอย่างเป็นระบบจนค้นพบความจริง สร้างความรู้ใหม่ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ นอกจากนี้การวิจัยได้พัฒนาคุณลักษณะให้ผู้วิจัยต้องมีการคิดวิเคราะห์มีความคิดสร้างสรรค์ จรัส สุวรรณเวลา (2546 :16) การวิจัยเป็นเครื่องมือในการสร้างพลัง ผู้ที่สามารถรู้จักตนเอง และสามารถจัดการกับตนเองและสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง การวิจัยเป็นกระบวนการที่ผู้วิจัยต้องคิด กระทำ และสื่อสารอย่างมีระบบ โดยใช้ปัญญาเป็นฐาน ทำให้ผู้วิจัยสามารถยืนหยัดด้วยตนเองได้อย่างอิสระ ซึ่งวิธีวิจัยจะปลูกฝังให้ผู้วิจัยรู้จักคิดกล้าตัดสินใจอย่างมีเหตุผลจากข้อมูลที่มีอยู่อย่างเพียงพอและจากการพิสูจน์อย่างมีหลักการ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐานจึงเป็นการจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือกระบวนการสืบสอบในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษาวิจัย ในการดำเนินการแสวงหาความรู้ใหม่หรือคำตอบที่เชื่อถือได้ จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะการแสวงหาความรู้และทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีแนวทางการจัดการเรียนรู้ 4 แนวทาง คือ ครูใช้ผลการวิจัยในการเรียนการสอน ผู้เรียนใช้ผลการวิจัยในการเรียนการสอน ครูใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนการสอน และผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนการสอน ทิศนา แขมมณี (2548 : 3-6)

          ปัจจุบันแผนกวิชาช่างกลโรงาน  วิทยาลัยการอาชีพศีขรภูมิ จัดการเรียนการสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเครื่องจักรกลซีเอ็นซี และเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับงานเขียนแบบออกแบบสำหรับงานซีเอ็นซี จากหน่วยงานต้นสังกัดและการบริจาคของหน่วยงานเอกชน  เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้อย่างเต็มความสามารถ กระบวนการจัดการเรียนรู้จึงมีส่วนสำคัญในการจัดการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานรายวิชา  ดังนั้นจากหลักการและเหตุผลดังกล่าวในฐานะที่ผู้ศึกษาได้เห็นความสำคัญในการจัดการเรียนรู้โดยใช้งานวิจัยเป็นฐาน ในการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน สาขาช่างอุตสาหกรรม หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  วิทยาลัยการอาชีพศีขรภูมิ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาการจัดการเรียนการสอน โดยการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี โดยใช้วิจัยเป็นฐานรู้แบบผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ส่งผลต่อพัฒนาตัวผู้เรียนและครูผู้สอนต่อไป

 วัตถุประสงค์ของการวิจัย

          1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี โดยผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้

          2. เพื่อประเมินผลความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้

ขอบเขตการวิจัย 

          1. ขอบเขตด้านเนื้อหา

               การวิจัยครั้งนี้เป็นสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ โดยกำหนดเนื้อหาที่ใช้จัดทำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ สาขาช่างอุตสาหกรรม ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 ได้แก่ วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี รหัสวิขา 30102-2003 ในภาคเรียนที่ 1/2563

          2. ขอบเขตด้านประชากร

               ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 สาขาวิชาช่างเทคนิคการผลิต ที่ลงทะเบียนเรียน ประเภทวิชาเทคนิคอุตสาหกรรม  รายวิชาโปรแกรมซีเอ็นซี  โดยผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลการจัดการเรียนรู้ก่อนเรียน กับหลังเรียน 2 กลุ่ม จำนวน 21 คนในภาคเรียนที่ 1/2563 โดยจัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้

          3. ขอบเขตด้านระยะเวลาในการศึกษาวิจัย

            ระยะเวลาในการศึกษาวิจัยการจัดการเรียนรู้วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี โดยผู้เรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้  ดำเนินการวิจัยโดยการจัดการเรียนการสอน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 กลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม จำนวน 21 เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลรวมทั้งสิ้น 18 สัปดาห์

นิยามศัพท์เฉพาะ

1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ หมายถึง เป็นการจัดการเรียนรู้ วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี ที่มุ่งให้ผู้เรียนเรียนโดยลงมือกระทำหรือโดยการสังเกต เป็นการนำรูปธรรมมาอธิบายนามธรรม ผู้เรียนจะค้นหาข้อสรุปด้วยตนเอง โดยทำการวิจัยทดลอง ซึ่งใช้กระบวนการวิจัย

2. วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี หมายถึง รายวิชาที่ใช้จัดการเรียนรู้ รหัสวิขา 30102-2003  ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 กลุ่มทักษะวิชาชีพ ประเภทวิชาเทคนิคอุตสาหกรรม   สาขาวิชาเทคนิคการผลิต  ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2563

3. กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนวิจัยเข้าไปช่วยทำ ให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่ต้องการ ใช้กระบวนการวิจัยครบทุกขั้นตอน หรือใช้บางขั้นตอนตามความเหมาะสมกับเนื้อหาสาระการเรียนรู้วัตถุประสงค์และข้อจำกัดที่มี

4. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ความสามารถในการเรียนรู้ วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี ระหว่างก่อนเรียน กับหลังเรียน ที่วัดได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

5. ความคิดเห็นของผู้เรียน หมายถึง ความรู้สึกหรือความคิดเห็นที่นักศึกษา ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา วิชาโปรแกรมซีเอ็นซี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 มีต่อการเรียนโดยใช้การวิจัยเป็นฐานวิชาหลักการจัดการเรียนรู้ วัดโดยใช้แบบประเมินความคิดเห็นของตนเองโดยใช้มาตรประมาณค่าของ Liker 5 ระดับ คือ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

      1. ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนวิชาหลักการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน
     2. เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้สาหรับผู้สอนเพื่อนำไปปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
    3. เป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การวิจัยเป็นฐานในเนื้อหารายวิชาอื่นๆ ต่อไป
    4. นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น














วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564

โปรแกรมซีเอ็นซีกัด (Program CNC Milling) 30102-001

 



การเขียนโปรแกรมงานเจาะด้วยโปรแกรมซีเอ็นซีมิลลิ่ง
(การเขียนโปรแกรมไม่จำเป็นต้องใส่ค่าN....ทุกบรรทัด.)

กำหนดให้ 

    Tool 1 = Center Drill

    Tool 2 = Drill 15 mm.

O1000 ;
N1 T1 M06 ;
G90 G00 G80 G40 ;
G91 G28 X0 Y0 Z0 ;
G90 G00 G54 X0 Y0 M03 S2000 ;
G43 Z100. H1 M8 ;
Z5. ;
G98 G81 Z-2. R1. K0 F250 ;
X80. Y40. ;
Y-40. ;
X-80. ;
Y40. ;
G90 G00 Z100. M9 ;
G91 G28 Z0 Y0 ;
N2 T2 M06 ;
G90 G00 G54 X0 Y0 M03 S800 ;
G43 Z100. H2 M8 ;
Z5. ;
G98 G83 Z-60. R1. Q2. K0 F50 ;
X80. Y40. ;
Y-40. ;
X-80. ;
Y40. ;
G90 G00 Z100. M9 ;
G91 G28 Z0 Y0 ;
M30 ;




วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564

เครื่องดัดเหล็กปลอกเสาระบบอัตโนมัติ

 









หัวข้อวิจัย        เครื่องดัดเหล็กปลอกเสาระบบอัตโนมัติ
ผู้ดำเนินการวิจัย นายธนาวัฒน์    แต้มทอง และคณะ
ครูที่ปรึกษา      นายฐาปนา   เจริญพร
หน่วยงาน        แผนกวิชาช่างกลโรงงาน   วิทยาลัยการอาชีพศีขรภูมิ
ปีที่จัดทำ         2563

 

บทคัดย่อ

           ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพเครื่องดัดเหล็กปลอกเสาระบบอัตโนมัติ โดยมีสมมุติฐานในการวิจัย คือ เครื่องดัดเหล็กปลอกเสาระบบอัตโนมัติที่สร้างขึ้นต้องมีประสิทธิภาพของเครื่อง การม้วนเหล็กปลอกเสาระบบอัตโนมัติจำนวน 20 ชิ้น ภายในเวลา 1 นาที  ได้ทำการทดสอบหาประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์การวิจัยพร้อมทั้งทำการปรับปรุงแก้ไขใน หลังการปรับปรุงแก้ไขแล้วจึงนำไปหาความเหมาะสมของประสิทธิภาพเครื่อง จากนั้นนำไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เกณฑ์ความเหมาะสม ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยพร้อมทั้งการสร้างคู่มือการใช้งาน

                   ผลการประเมินคุณภาพของเครื่องดัดเหล็กปลอกเสาระบบอัตโนมัติ โดยผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน มีความเห็นเกี่ยวกับคุณภาพของเครื่อง ทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมการประเมินมีเกณฑ์ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=3.95) ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่า 3.5 ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ การหาความเหมาะสมของประสิทธิภาพ เครื่องดัดเหล็กปลอกแบบเกลียววัสดุเส้นผ่าศูนย์กลาง 6.0 มิลิเมตร สรุปผลการหาประสิทธิภาพการดัดเหล็กปลอกแบบเกลียว โดยทำการหาประสิทธิภาพทั้งหมด 3 ครั้ง โดยเฉลี่ยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ 92 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเครื่องดัดเหล็กปลอกแบบเกลียวมีประสิทธิภาพ 92 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

Research Title     Automatic steel column bar bending machine
Researcher               Mr. Thanawat Taemthong and group
Research Consultants     Mr.Thapana Charoenporn
Organization            Sikhoraphum Industrial and Community Education College
Year                       2020

 

Abstract

          In this research, the objectives of this research are to To create and findefficiency,automatic column bender The hypothesis in this research is that the automaticcolumn bender must be efficient of the machine. Automatic winding of 20 pieces of steelsheaths within 1 minute was tested for efficacy according to research objectives. After therevision, it will be taken to find the suitability of the machine performance. Then the datawere analyzed using the suitability criteria. The researcher analyzed the data by finding averages and creating a user manual.

                   Quality assessment results of automatic column bar bending machine All 5 experts commented on the quality of the machines in all four areas, overall, the assessment criteria was at a high level. (Mean = 3.95), which is higher than 3.5 according to the assumptions set. Finding the Suitability of Efficiency Threaded sheath bender, material diameter 6.0 mm. Summary of results for the bending performance of threaded sheath. All three times the efficiency was analyzed, 92 percent on average. Therefore, the spiral casing bender had an efficiency of 92 percent higher than the specified criteria.
























วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561



อุปกรณ์ช่วยรับประทานอาหารในรถยนต์
ผลงานสิ่งประดิษฐ์ประเภทที่ 1

สิ่งประดิษฐ์ด้าน พัฒนาคุณภาพชีวิต

วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เพิ่มพลังงาน เตาถ่าน วิทยาลัยการอาชีพศีขรภูมิ



ฝาครอบเตาเพิ่มพลังงานความร้อนให้กับเตาถ่าน  ใช้งานง่าย 
ปรับระดับสูง ต่ำ ได้ตามความต้อง ช่วยเพิ่มความร้อย 30%
จำหน่าย ชิ้นละ 299 บาท 
โดยนักศึกษาแผนกช่างกลโรงงาน วิทยาลัยการอาชีพศีขรภูมิ

การเขียนโปรแกรมคว้านรู Boring ด้วยG90 หรือG91

  การเขียนโปรแกรมคว้านรู ด้วย G90 หรือ G91          การคว้านรูหรือBoring ในงานซีเอ็นซีโดยการเขียนโปรแกรมหน้าจอผู้ทำโปรแกรมต้องมีความชำนาญและ...